วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562

สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ มิดฟิลด์ตัวรับ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สร้างสถิติเป็นนักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง

  แม็คโทมิเนย์ สามารถเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้มากที่สุดถึง 15 ครั้ง ในฤดูกาลนี้ ขณะที่ ซาลาห์ ทำได้เพียง 14 ครั้ง ส่วน มาเน่ ทำได้ 13 ครั้ง นอกจากนี้เขายังทำสถิติเหนือกว่า ริยาด มาห์เรซ ปีกฟอร์มฮอต "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมทั้ง แซร์จ นาบรี้ ปีก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ด้วย

สถิตินักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งมากสุดในฤดูกาลนี้
1. สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)    15 ครั้ง
2. โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)        14 ครั้ง
2. แซร์จ นาบรี้ (บาเยิร์น มิวนิค)            14 ครั้ง
4. ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)            13 ครั้ง
5. เลออน ไบลี่ย์ (เลเวอร์คูเซ่น)            12 ครั้ง
6. เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช (ลาซิโอ)        11 ครั้ง
7. ริยาด มาห์เรซ (แมนฯ ซิตี้)            10 ครั้ง

เจอร์เก้น คล็อปป์ จะแม่นเป้ากว่าเอาชนะทัพปืนใหญ่ไปได้ 5-4 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จ ในศึกคาราบาว คัพ

เจอร์เก้น คล็อปป์ จะแม่นเป้ากว่าเอาชนะทัพปืนใหญ่ไปได้ 5-4 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จ ในศึกคาราบาว คัพ

  นาทีที่ 6 เสียงเชียร์ในแอนฟิลด์ดังกระหึ่ม หงส์แดง ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ เนโก วิลเลี่ยมส์ แบ็กขวาวัย 18 ปี ครอสบอลมาเสาแรก ชโคดราน มุสตาฟี่ พุ่งมาจะเคลียร์บอลแต่กลายเป็นสกัดผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเองไป

     นาที 19 ทัพปืนใหญ่ มาไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ เมซุต โอซิล จ่ายเข้ากลางให้ บูกาโย่ ซาก้า ซัดด้วยขวาไปติดเซฟ ควิวีน เคลเลเฮอร์ ก่อนจะมาเข้าทาง ลูกัส ตอร์เรร่า วิ่งไปซ้ำ

    นาที 26 อาร์เซน่อล ที่แซงขึ้นนำ 2-1 บ้าง จังหวะที่แนวรับหงส์แดงเคลียร์บอลไม่ขาด เอนส์ลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส ครอสเข้ามาในกรอบ 6 หลา แม้ เคลเลเลอร์ จะปัดบอลออกมาได้แต่มาโดน กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ตามมาซ้ำมุมแคบเสยเพดานตาข่ายเข้าไป

    เด็กหงส์พลาดทำเสียบอลหน้ากรอบ ก่อนนาที 36 บูกาโย่ ซาก้า ได้บอลหลุดเข้าไปในกรอบโล่งๆก่อนปาดมาหน้าประตูให้ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ แปด้วยขวายิงเข้าไปไม่เหลือ อาร์เซน่อล บุกมานำ ลิเวอร์พูล 3-1     

   นาที 43 มาร์ติเนลลี่ ลงมาช่วยเกมรับมาทำเสียจุดโทษ หลังไปสกัดขา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนที่ เจมส์ มิลเนอร์ กัปตันทีมจะรับบทสังหารจุดโทษเข้าไปไม่พลาดให้ หงส์แดง ไล่มาเป็น 2-3 ก่อนจะจบครึ่งแรก

    ครึ่งหลัง นาที 54 กลายเป็นกัปตันทีมอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ ที่พลาดหลังส่งคืนให้ ควิวีน เคลเลเฮอร์ สั้นเกินไปจนโดน เอนส์ลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส วิ่งไปจิ้มบอลหนีตัว
เมซุต โอซิล โชว์ความขยันวิ่งมาเก็บบอลก่อนจะหยุดบอลดีดมาให้ เมทแลนด์-ไนล์ส ยิงง่ายๆเข้าไป สกอร์นำห่าง 4-2

แลกกันมันส์มาก นาที 58 เจ้าบ้านไม่ยอมง่ายๆ ไล่คืนมาเป็น 3-4 อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน จิ้มบอลถึงก่อน เมทแลนด์-ไนล์ส ก่อนจะวอลเลย์ด้วยขวาเต็มแรงบอลติดไซด์ก้อยเสียบตาข่ายอย่างงดงาม 

    แฟนหงส์ในแอนฟิลด์เฮกันลั่นอีก เมื่อ ลิเวอร์พูล ไล่ตีเสมอ 4-4 ทันควัน ในนาที 62 เคอร์ติส โจนส์ ไหลให้ ดิว็อค โอริกี โชว์ความเหนือพลิกบอลก่อนตะบันด้วยขวาบอลเต็มแรง แม้ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ พยายามปัดแต่บอลปลิ้นเข้าไป

   ประตูที่ 9 ของเกมบังเกิด และเป็นทีมเยือนที่หนีห่างเป็น 5-4 อีกครั้ง นาที 71 จากจังหวะที่ มัตเตโอ เกนดูซี่ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาจ่ายบอลไปให้ โจ วิลล็อค เลี้ยงบอลเข้าหน้าปากประตูแล้วสับไกยิงกว่า 25 หลาบอลพุ่งโค้งหนีมือ เคลเลเฮอร์ เข้าไปงามหยด

    เกมทำท่าว่าจะจบลงด้วยชัยชนะของทัพปืน แต่แล้วช่วงทดเวลาเจ็บนาทีสุดท้าย 90+4 "หงส์แดง" มาทำเหลือเชื่อเมื่อไล่ตีเสมอ 5-5 จากจังหวะที่ เนโก วิลเลี่ยมส์
เปิดบอลมาให้ ดิว็อค โอริกี ล้มตัวยิงด้วยขวาเข้าไปอย่างสุดสวย

    จบเกม "หงส์แดง" ไล่ตีเสมอ "ปืนใหญ่" 5-5 ต้องตัดสินด้วยการยิงลูกที่จุดโทษทันที และเป็นลิเวอร์พูล ที่ยิงได้แม่นกว่าหลังยิงเข้ากันครบทุกคนเอาชนะ อาร์เซน่อล
ไปได้ 5-4 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป
    รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    
    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : ควิวีน เคลเลเฮอร์ - เนโก วิลเลี่ยมส์, โจ โกเมซ, เซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, เจมส์ มิลเนอร์ - อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (เปโดร ชิริเบย่า น.81), อดัม ลัลลาน่า, นาบี เกอิต้า (เคอร์ติส โจนส์ น.55) - ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, ไรอัน บรูว์สเตอร์, ดิว็อค โอริกี
    ผู้จัดการทีม : เยอร์เก้น คล็อปป์   

    อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ - เอ็คตอร์ เบเยริน, ชโคดราน มุสตาฟี่, ร็อบ โฮลดิ้ง, เซอัด โคลาซินัช (คีแรน เทียร์นี่ย์ น.83) - ลูกัส ตอร์เรร่า (ดานี่ เซบายอส น.72), โจ วิลล็อค - เอนส์ลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส, เมซุต โอซิล (มัตเตโอ เกนดูซี่ น.65), บูกาโย่ ซาก้า - กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ 
    ผู้จัดการทีม : อูไน เอเมรี่   

มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวยิง ปีศาจแดง สวมบทฮีโร่เหมาคนเดียว 2 ประตูพาทีมบุกเชือด เชลซี 2-1 หยุดความร้อนแรงของทัพ

 ครึ่งแรก 10 นาทีรูปเกมยังข้างอึดอัดเล่นแบบรัดกุมด้วยกันทั้งคู่ ปีศาจแดง มาเสียใบเหลืองเร็วจากจังหวะ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ เสียบอันตรายใส่ มาเตโอ โควาซิช

    นาทีที่ 13 เกือบได้ประตูจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวาของ แดเนี่ยล เจมส์ เล่นลูกสูตรจ่ายสั้นเข้ากรอบเขตโทษ เป็น สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ วิ่งเข้ามาซัดด้วยขวาเฉียดเสา

นาทีที่ 24 ปีศาจแดง มาได้ลูกจุดโทษอีกแล้วจากจังหวะ มาร์กอส อลอนโซ่ ไปเบียด แดเนี่ยล เจมส์ ร่วงลงไปกองกับพื้น ก่อนเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด
รับหน้าที่สังหารคราวนี้ไม่พลาด เชลซี 0 แมนฯ ยูไนเต็ด 1

 ก่อนหมดครึ่งแรก เป็นเกมที่แฟนบอลทั้งสองทีมค่อนข้างอึดอัดโอกาสยิงประตูมีน้อยเน้นไปที่การสู้กันในแดนกลางมากกว่า เฉพาะ เจ้าถิ่นยังซัดไม่ตรงกรอบซักครั้ง
 นาทีต่อมาเป็น เจสซี่ ลินการ์ด รับบอลจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด หน้ากรอบเขตโทษก่อนลองปั่นโค้งด้วยขวาแต่บอลเบาไปเข้ามือ วิลลี่ กาบาเยโร่ รับไว้ไม่ยาก

    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 0 แมนฯ ยูไนเต็ด 1

 ครึ่งหลังนาที 50 "สิงห์บลูส์" พลาดโอกาสทิงตีเสมอจากจังหวะขึ้นเกมทางริมเส้นฝั่งซ้าย มาร์กอส อลอนโซ่ ก่อนปาดเข้ากลางให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ยิงผิดเหลี่ยมบอลไหลผ่านหน้าประตูออกหลังเหลือเชื่อ

    โหมกระหน่ำอยู่นานสุดท้ายนาทีที่ 61 เจ้าถิ่นตามตีเสมอสำเร็จจากบอลยาวของ วิลลี่ กาบาเยโร่ หวดมาเข้าทาง มิชี่ บาตชูอายี่ โซโล่เดี่ยวจากครึ่งสนามเบียด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก่อนยิงเลียดเสียบเสาสุดสวย เชลซี 1 แมนฯ ยูไนเต็ด 1

   นึกว่า "โรนัลโด้" นาทีที่ 73 "ปีศาจแดง" ทะยานออกนำอีกครั้งจากลูฟฟรีคิกระยะร่วม 30 หลาของ มาร์คัส แรชฟอร์ด วิ่งมาสับเต็มข้อด้วยขวาบอลพุ่งส่ายเสียบใต้คานงามหยด เชลซี 1 แมนฯ ยูไนเต็ด 2

    ก่อนหมดเวลา 10 นาที เชลซี เกือบตีเสมออีกครั้งจากลูกยิงด้วยซ้ายในเขตโทษของ มาร์กอส อลอนโซ่ บอลไปติดเซฟ เซร์คิโอ โรเมโร่ หลุดออกหลังไป


    จบเกม เชลซี 1 แมนฯ ยูไนเต็ด 2 เป็นลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ย้ำแค้นลอยลำผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง
    เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ - รีซ เจมส์, คัวร์ท ซูม่า, มาร์ค กูเอฮี, มาร์กอส อลอนโซ่ - มาเตโอ โควาซิช, บิลลี่ กิลมัวร์ (เมสัน เมาท์ น.70), จอร์จินโญ่ -
คริสเตียน พูลิซิช (เปโดร โรดริเกซ น.70), มิชี่ บาตชูอายี่ (แทมมี่ อับราฮัม น.78), คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด  

    แมนฯ ยูไนเต็ด (3-4-1-2) : เซร์คิโอ โรเมโร่ - วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ (อ็องโตนี มาร์กซิยาล น.66), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, มาร์กอส โรโฮ - อารอน วาน-บิสซาก้า,
สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์, เฟร็ด - เจสซี่ ลินการ์ด (อันเดรียส เปเรร่า น.67) - แดเนี่ยล เจมส์, มาร์คัส แรชฟอร์ด (แอชลี่ย์ ยัง น.80)
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562

โชเซ่ มูรินโญ่ มีเป้าหมายที่จะเป็นกุนซือคนแรกในการพา 3 ทีมของอังกฤษได้แชมป์รายการใหญ่ๆ

 โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือว่างงานคนดัง ต้องการเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้แชมป์รายการใหญ่ๆ กับ 3 สโมสรในประเทศอังกฤษ
ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี
     ปลดจากการเป็นกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปีก่อน มูรินโญ่ ก็ตกเป็นข่าวกับตำแหน่งนายใหญ่ของหลายทีม เจ้าตัวก็มักจะให้สัมภาษณ์
คิดถึงการคุมทีมที่ข้างสนามเหมือนกัน แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ไปรับงานกับที่ไหนเลย

ลิเวอร์พูล ต้องทำศึกใหญ่อีกแมตช์เมื่อมีคิวเปิดรังแอนฟิลด์ รับมือ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ในศึก คาราบาว คัพ รอบสี่ (รอบ 16 ทีมสุดท้าย)


1. ได้เวลาอ็อกซ์เลด
  ต้องยอมรับว่า อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน คงรู้สึกผิดหวังไม่น้อยที่ไม่ได้ลงเล่นตัวจริงในเกมชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทั้งที่เขาโชว์ฟอร์มเปล่งปลั่งเกินบรรยาในแมตช์ทุบ เกงค์ ถึงประเทศเบลเยียม ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ตาม
จริงๆ แล้วฟอร์มของ อ็อดซ์เลด โดดเด่นมาตั้งแต่ในเกมที่ลงเป็นตัวสำรองที่เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ ซึ่งเขามีส่วนสำคัญในการช่วยทัพ "หงส์แดง" แบ่งแต้มถึงถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ขณะที่เกมเยือน เกงค์ ดาวเตะวัย 25 ปี ยังเล่นได้สุดยอดพร้อมกับซัด 2 ประตูจากนอกกรอบเขตโทษด้วย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กล้าพูดเต็มปากว่า ดาวเตะเลือดผู้ดีรายนี้ยังมีของโชว์อีกเยอะ ฉะนั้นในการปะทะกับ อาร์เซน่อล ต้นสังกัดเก่าของนักเตะ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับ แชมเบอร์เลน ที่จะงัดฟอร์มสุดออกมาดั่งที่กุนซือเลือดด๊อยท์ช คาดหวังเอาไว้


2. โอซิล แก้วิกฤติ
อาร์เซน่อล ต้องการ เมซุต โอซิล อยู่อีกหรือไม่ ? แล้วถ้าพวกเขาต้องการขายดาวเตะเจ้าของค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์ (ราว 13.30 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์แล้วใครจะมาเล่นแทน ? หากมองจากสถานการณ์ของทีมในเวลานี้ดูเหมือนว่า "เดอะ กันเนอร์ส"
    เพลย์เมกเกอร์เลือดด๊อยท์ช ความผิดหวังอย่างมากในฤดูกาลนี้เมื่อเจ้าตัวได้ลงสนามเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้น และดูเหมือนอนาคตของเขาจะค่อยๆ ดับลงกับ "ไอ้ปืนใหญ่" มีปัญหาโต้เถียงกันอย่างรุนแรงกับ อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมในช่วงฝึกซ้อมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
 การที่สถานการณ์ของ อาร์เซน่อล ในเวลานี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก ฉะนั้นการสงบศึกภายในจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเพื่อนำทีมให้หลุดพ้นจากวิกฤติ แน่นอนว่าการที่ อดีตสตาร์ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ลงไปคุมแดนกลางคงยิ่งทำให้ทีมสามารถสู้กับแผงมิดฟิลด์ลิเวอร์พูลได้ แถมคุณภาพในการผ่านบอลของเขา ดีไม่ดีในเกมปะทะกับ ลิเวอร์พูล วันพุธนี้ ด้วยการเป็นถ้วยใบเล็ก และมีความเป็นไปได้สูงที่ "หงส์แดง" จะส่งนักเตะดาวรุ่งผสมกับแข้งเก๋าลงสนาม อาจจะทำให้ โอซิล ได้โชว์คุณภาพชั้นยอดที่จะทำให้สาวก "ปืนโต" ได้กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง


3. เด็กโชว์ของ
เป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับรายการ คาราบาว คัพ หรือจะชื่ออะไรก็แล้วที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ ที่หลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก มักจะส่งนักเตะดาวรุ่ง หรือผู้เล่นที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสลงสนามในเกมลีก และเอฟเอ คัพ ได้ลงไปเคาะสนิทออกจากหน้าแข้ง  ฉะนั้นแมตช์ระหว่าง ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซน่อล ที่สนามแอนฟิลด์ ด้วยชื่อชั้นต้องบอกว่าเป็นเกมระดับห้าดาว แต่หากมองจากความเป็นจริงทั้ง คล็อปป์ และ เอเมรี่ พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้นักเตะดาวรุ่ง ได้โชว์ของที่มีอยู่ เพื่อจะได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง
    สำหรับฝั่งของ "เดอะ เร้ดส์" ก็คงเหมือนกับในรอบที่เอาชนะ มิลตัน คีย์น ดอนส์ โดยส่งแข้งดาวรุ่งทั้ง ควีวีน เคลเลเฮอร์ (ผู้รักษาประตู), คี-ยาน่า ฮูแฟร์ (กองหลัง), ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (กองกลาง), เคอร์ติส โจนส์ (กองกลาง) และ รีอาน บรูว์สเตอร์ (กองหน้า) ที่คาดว่าจะได้ลงตัวจริง แต่ก็อาจจะมีคนอื่นที่เข้ามาสอดแทรกได้แก่ เปโดร ชิลิเบย่า, เฮอร์บี้ เคน และ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก
ขณะที่ อาร์เซน่อล คงใช้ชุดเด็กเหมือนกันแต่เด็กของพวกเขาผ่านเกมลีก และ ยูโรปา ลีก มาแล้วหลายคนทั้ง  โจ วิลล็อค, เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส, บากาโย่ ซาก้า และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่  เป็นต้น ขณะเดียวกัน เอเมรี่ คงใช้งานผู้เล่นประสบการณ์สูงเช่นกัน เพราะแมตช์นี้พวกเขาต้องการชัยชนะ เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา


4. พักซาลาห์ใครจะปั้นเกม
    แน่นอนว่าตัวหลักอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่ได้ลงเล่นเกมนี้ชัวร์เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กับ ซาดิโอ มาเน่ ก็อาจจะเป็นตัวสำรอง ฉะนั้นตัวหลักในแนวรุกของทีมคงต้องพัก แชมเบอร์เลน ส่วนอีกคนคงหนีไม่พ้น อดัม ลัลลาน่า ที่จะมาปั้นเกม
    ในรายของ แชมเบอร์เลน ได้กล่าวเอาไว้ในข้อแรกแล้ว ส่วน ลัลลาน่า ต้องบอกว่าถือเป็นโอกาสสำคัญที่เขาจะพิสูจน์ให้ คล็อปป์ ได้เห็นศักยภาพอีกครั้ง หลังจากที่ลงมาสวมบทฮีโร่ในเกม "แดงเดือด" ที่ลงไปซัดประตูตีเสมอช่วยทีมเก็บ 1 คะแนนสำคัญใน "โรงละครแห่งความฝัน
 ลัลลาน่า สามารถขยับไปเล่นปีก หรืออาจจะยืนเป็นจอมทัพร่วมกับ แชมเบอร์เลน จุดเด่นของ ลัลลาน่า ก็คือการผ่านบอลที่คมกริบ และบางครั้งก็สามารถกระชากลากเลื้อยเข้าไปทำประตูเองก็ได้ หรือทีเด็ดอีกอย่างก็คือการหาตำแหน่งเพื่อทำประตู
    ฉะนั้นหาก คล็อปป์ ต้องการตัวเก๋าที่เอาไว้ประครองเด็กดาวรุ่ง แน่นอนว่า ลัลลาน่า เหมาะสมที่สุด อย่าลืมว่าแม้เจ้าตัวจะอายุเข้าหลักสามแล้วก็ตาม แต่ความเร็วยังมีอยู่ ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่แข้งดาวรุ่งอาร์เซน่อล อาจจะเจอกับความยากลำบากในการดวลกับเขา

ศึกคาราบาว คัพ รอบ 16 ทีมสุดท้ายมีบิ๊กแมตช์ถึงสองสนาม โดยที่สนาม สแตมฟอร์ด บริจด์ นั้น เชลซี เตรียมเปิดรังรับการมาเยือนของ แมนฯยูไนเต็ด

1.แลมพ์ล้างแค้น
แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไม่มีวันลืมนัดประเดิมคุมทีมในพรีเมียร์ลีกแน่นอน หลายคนเรียกว่ามันเป็นอุบัติเหตุลูกหนังก็ว่าได้
นัดแรกของฤดูกาล เชลซี ต้องพ่ายเละเทะในการเยือน โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดนั้นจุดเปลี่ยนสำคัญคงอยู่ที่การทำเสียจุดโทษของ คูร์ท ซูม่า จากนั้นพวกเขาก็โดนรัว 4 เม็ด สกอร์จะขาดลอยแต่ก็มีหลายเสียงชื่นชม รูปแบบการเล่นและทรงบอลดูดีทีเดียว นั่นเป็นเหตุผลให้แฟนเชลซียังเชื่อใจในกุนซือหนุ่มคนนี้
  

2.บททดสอบของเฟร็ด
 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยืนยันแล้วว่า ปอล ป็อกบา กองกลางคนสำคัญของทีมจะกลับมาลงเล่นได้ก็คงต้องรอจนถึงเดือนธันวาคม เลือกใช้ เฟร็ด จับคู่แดนกลางกับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ มีหลายเกมที่เขาโดนพิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง เจ้าตัวก็ค่อยๆ โชว์ฟอร์มดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่ได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริง 4 จาก 5 เกมที่ผ่านมา
เฉพาะในเกมแดงเดือดและเกมกับ นอริช ที่เจ้าตัวมีประโยชน์มากในการวิ่งไล่แดนกลาง สำหรับการจ่ายบอลของเขายังคง
ต้องพัฒนาอีกแต่ โซลชา ก็เชื่อมั่นว่า เฟร็ด คือมิดฟิลด์จอมสร้างสรรค์ที่ทีมต้องการ จึงน่าจะเป็นบททดสอบสำคัญนักเตะบราซิลเลี่ยนรายนี้

3.พูลิซิชมาแล้ว
หลังจากรอคอยมานาน คริสเตียน พูลิซิช ก็สามารถเบิกสกอร์แรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แถมเจ้าตัวยังระเบิดฟอร์มยิงสามประตูจนกลายเป็นแข้งเชลซีที่อายุน้อยที่สุดที่ทำแฮตทริกได้ ส่วนใหญ่เขาต้องลงเล่นในฐานะตัวสำรอง บางเกมถึงขนาด
ไม่มีชื่ออยู่ในม้านั่งสำรองเลยด้วยซ้ำ ซึ่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า ปีกชาวอเมริกันวัย 17 ปียังมีปัญหาในช่วงการซ้อมอยู่พอสมควร ดังนั้น พูลิซิช ต้องเร่งพัฒนาตัวเองขึ้นมาเพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริง
  

4.จุดโทษน่าหวั่นใจ
  แมนฯยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในลีก พวกเขายิงจุดโทษไปแล้วทั้งหมด 6 ครั้งแต่ทว่าดันพลาดไปถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว แน่นอนว่าไฮไลท์อยู่ที่นัดล่าสุดที่
ผีแดง พลาดจุดโทษถึงสองครั้งในเกมเดียว เรียกได้ว่าตอนนี้ผีแดงหาคนที่ไว้ใจในการยิงจุดโทษยากเหลือเกินแม้กระทั่ง ปอล ป็อกบา ที่เจ็บอยู่ก็ยังเคยยิงพลาดมาแล้ว
มือหนึ่งอย่าง แรชฟอร์ด ซึ่งเคยยิงจุดโทษใส่ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ดันมาพลาดนัดล่าสุดความมั่นใจก็ยิ่งหดหาย ขณะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ผู้ยิงจุดโทษคนล่าสุดก็พลาดเช่นกัน

ช่วงหลังผีข่ม
ตลอดการเจอกัน 184 ครั้ง แมนฯยูไนเต็ด คว้าชัยได้ถึง 79 ครั้ง ขณะที่ เชลซี เอาชนะได้ 54 ครั้ง ส่วน 4 เกมหลังสุดในทุกรายการ ผีแดง ไม่แพ้ให้กับ สิงห์บลูส์ เลยสักครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่ ผีแดง ไปเยือน สแตมฟอร์ด บริดจ์ พวกเขาบุกมาอัด 2-0 ในศึก เอฟเอ คัพ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วงนั้น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อยู่ในช่วงคุมทัพชั่วคราวด้วย 

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562

รำลึกถึงเสมอ..แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลัง แมนฯยูไนเต็ด แสดงให้เห็นถึงการไม่ลืมบุญคุณกับเจ้านายอันเป็นที่รัก

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดร่วมรำลึกถึงวาระครบรอบ 1 ปีแห่งการจากไป ของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตประธานสโมสร เลสเตอร์ซิตี้ ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว ในวันจันทร์ที่ 28 ต.ค.62 ที่ผ่านมา
เจ้าตัวโพสต์ภาพสมัยที่ยังอยู่ทีมจิ้งจอก พร้อมแคปชั่นว่า #TheBoss อันมีความหมายสั้นๆแต่ได้ใจความ ที่ระลึกถึง แม้จะไม่อยู่ทีมแล้ว แต่ก็ยกให้คุณวิชัย เป็นเจ้านายของเขาเสมอ
    แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เพิ่งย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ มาเล่นกับ ปีศาจแดง ช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยค่าตัวประมาณ 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,230 ล้านบาท)

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ แมตช์เดย์ที่ 10 มีนักเตะที่ทำแฮตทริกได้ถึง 3 ราย

ทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ แมตช์เดย์ที่ 10 มีนักเตะที่ทำแฮตทริกได้ถึง 3 ราย
ผู้รักษาประตู - เอแดร์ซอน (แมนฯ ซิตี้)
ฟอร์มเด่นหลายคน ไม่ว่าจะ ทิม ครูล ที่เซฟสองจุดโทษ หรือ เปาโล กาซซานิก้า แต่ทั้งคู่ไม่สามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้เหมือน เอแดร์ซอน โมราเอส
    นายด่านดีกรีทีมชาติบราซิล ป้องกันไม่ให้เรือใบสีฟ้าเสียประตูในช่วงครึ่งแรกจากจังหวะยิงของเจมส์ แม็กกิน และ ดั๊กลาส หลุยส์ ซึ่งนับตั้งแต่ซีซั่น 2017/18 เป็นต้นมา ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนใน พรีเมียร์ลีก เก็บคลีนชีตได้มากกว่าเขาอีกแล้ว(41 ครั้ง)

กองหลัง - เบน ชิลเวลล์ (เลสเตอร์ ซิตี้)
   โชว์ฟอร์มเด่นจริงๆ จัดทั้งประตูและแอสซิสต์ ซึ่งลูกที่ทำได้ในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นประตูแรกใน พรีเมียร์ลีก ในรอบ 3 ฤดูกาล

กองหลัง - จามาล ลาสเซลลส์ (นิวคาสเซิล)
แนวรับที่เติมเกมขึ้นมาพังประตู ซึ่งนอกจากจะขึ้นมาโขกประตูได้แล้ว ลาสเซลลส์ ยังทำหน้าที่เกมรับได้ดีโดยปีนี้ เขาเคลียร์บอลไป 48 ครั้งและสกัดลูกโหม่งได้อีก 23 ครั้ง มากกว่าใครๆ 

กองหลัง - ดีเอโก้ ริโก้ (บอร์นมัธ)
ทำหน้าที่ได้ดี ความจริง เดิมทีเขาไม่ใช้ตัวจริงแต่ด้วยอาการบาดเจ็บของ ชาร์ลี แดเนียลส์ ตั้งแต่ต้นซีซั่น ทำให้เขาก้าวขึ้นมาทดแทน

กองกลาง - คริสเตียน พูลิซิช (เชลซี)
กัปตันอเมริกา พูลิซิช กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของ สิงห์บลูส์ ที่ทำแฮตทริกได้ใน พรีเมียร์ลีก ด้วยวัย 21 ปี 38 วัน

กองกลาง - สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
ครองบอลแดนกลางได้เยี่ยม และมายิงประตูปลดล็อกให้กับทีม 

กองกลาง - อิลคาย กุนโดกัน (แมนฯ ซิตี้)
ม จุดเด่นของมิดฟิลด์รายนี้คือการผ่านบอลเคลื่อนเกม ซึ่งตลอดทั้งซีซั่น เขาผ่านบอลสำเร็จในแดนคู่แข่งไปแล้วถึง 318 ครั้ง มีแค่ โรดริโก้ เท่านั้นที่ทำได้มากกว่าเขา(343)

กองกลาง - ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล)
 ตัดเกมได้สวยๆ ทำให้ทีมรอดจากโดนเกมโต้กลับ แถมรับหน้าที่เป็นเพลย์เมคเกอร์คอยตักบอลให้เพื่อนเพื่อทำเกมรุก
กองหน้า - อโยเซ่ เปเรซ (เลสเตอร์)
 มีส่วนร่วมกับเกมมากที่สุดในชัยชนะมโหฬารต่อ เซาธ์แฮมป์ตัน

กองหน้า - เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์)
ความโหดเหี้ยมของเพชฌฆาต เจมี่ วาร์ดี้ เรียกประตูแรกได้ตอนที่ทีมนำห่าง 4-0 ซึ่งหลังจากนั้นทีมก็ได้อีก 5 ประตู

กองหน้า - แดเนี่ยล เจมส์ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
    ปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้ตลอด เป็นคนเรียกจุดโทษให้กับทีม วางบอลยาวสุดสวยให้ แรชฟอร์ด ทำประตู   

ลิเวอร์พูล จะโดน สเปอร์ส บุกมานำอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าพวกเขาก็ยังสามารถพลิกกลับมาชนะได้อีกครั้ง

ลิเวอร์พูล จะโดน สเปอร์ส บุกมานำอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าพวกเขาก็ยังสามารถพลิกกลับมาชนะได้อีกครั้ง
อลีสซง เบ็คเกอร์ 7
ประตูที่เสียคงโทษเขาไม่ได้ มีออกมารวบวืดแต่โชคดี ซน-ฮึง มิน ยิงไม่เข้า ช่วงท้ายเกมค่อนข้างนิ่งในการป้องกันประตู

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 8
สร้างเกมรุกทางฝั่งขวาได้หลากหลายทำให้ปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งหลายครั้ง

เดยัน ลอฟเรน 5
มีปัญหาพอสมควรในการตามประกบ แฮร์รี่ เคน แถมยังเจอ ซน ฮึง-มิน ฉกบอลจนเกือบทำเสียประตู ดูจะเป็นจุดอ่อนของทีมมาก

เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค 6.5
เคน พยายามจะออกห่างจากเขาไปเล่นงาน ลอฟเรน ทำให้ ฟาน ไดจ์ค มีอิสระในการขึ้นเกม เกือบโหม่งประตูตีเสมอ

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน 7
การเติมเกมรุกของเขายังคงอันตรายเช่นเคย กดไม่ให้ สเปอร์ส เติมเกมบุกมาก ครอสบอลสวยๆจนเกือบได้ประตู 

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 7
โดนล็อคหลบก่อนทีมจะเสียประตู ครึ่งแรกดูยังค่อนข้างเงียบ ครึ่งหลังมีบทบาทมากขึ้นเมื่อโยกไปเล่นฝั่งขวา ก่อนมายิงประตูตีเสมอ 

ฟาบินโญ่ 9
แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ ช่วยเกมรับเมื่อทีมโดนสวนกลับ อาจจะมีส่วนผิดกับประตูแรกแต่ก็มาแก้ตัวด้วยการเปิดบอลจนได้ประตูตีเสมอ

จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม 6
จับคู่กับ ฟาบินโญ่ ชให้ทีมครองบอลบุกอยู่เกือบตลอด ไม่ได้มีบทบาทเด่นมากนัก มีจังหวะน่ายิงประตูแต่เลือกจ่ายบอล

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 7
ปั่นป่วนแนวรับ สเปอร์ส ได้ค่อนข้างมาก มีโอกาสทดสอบ กัซซานิก้า กระทั่งมายิงจุดโทษให้ทีมคว้าชัย

โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ 7
ใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะมีส่วนกับเกม ครึ่งแรกจับบอลแค่ 16 ครั้งเป็นผู้เล่นเอ๊าฟิลด์ที่ได้บอลน้อยสุด แต่ครึ่งหลังกลับมาคืนฟอร์ม มีส่วนกับประตูแรก เก็บบอลแดนหน้าได้มากขึ้น

ซาดิโอ มาเน่ 7
พยายามวิ่งบีบเพรสซิ่งและเชื่อมเกมเกมรุก การวิ่งของเขายังสร้างอันตรายให้แนวรับ สเปอร์ส จนมาเรียกจุดโทษได้สำเร็จ

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม
เจมส์ มิลเนอร์ 6 (ลงมาแทน จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม น.77)
ประสบการณ์ของเขาช่วยแดนกลางได้ดี
โจ โกเมซ - (ลงมาแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ น.85)
ลงมาท้ายเกมแล้ว
ดิว็อค โอริกี้ - (ลงมาแทน โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ น.90+1)
ลงมาท้ายเกมแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถกลับมาเก็บชัยในพรีเมียรืลีกได้เสียทีหลังบุกไปเอาชนะ นอริช ซิตี้ พร้อมกับกระโดดขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถกลับมาเก็บชัยในพรีเมียรืลีกได้เสียทีหลังบุกไปเอาชนะ นอริช ซิตี้ พร้อมกับกระโดดขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง


แมนฯยูไนเต็ด


ดาบิด เด เคอา 6.5
มีโชว์ซุปเปอร์เซฟให้เห็นเน้นๆ 2 ครั้ง ประตูที่เสสียก็สุดความสามารถแล้ว

อารอน วาน-บิสซาก้า 7.5
เสียใบเหลืองง่ายในครึ่งแรก มีจังหวะเข้าสกัดบอลสวยๆเช่นเคย ช่วยเกมรุกทางฝั่งขวาได้ดี สู้กับ


วิคตอร์ ลินเดเลิฟ 6
มียืนตำแหน่งผิดพลาดแต่ยังโชคดีที่ ท็อดด์ แคนท์เวลล์ และตีมู ปุ๊กกี้ ยิงพลาดเอง


แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 6.5
เอาชนะลูกกลางอากาศได้เยี่ยม ป้องกันเกมรับได้ค่อนข้างนิ่ง แต่มีส่วนรับผิดชอบกับประตูตีไข่แตก


แอชลี่ย์ ยัง 5
มีปัญหาในการตาม แม็ก อารอนส์ พยายามเติมเกมรุกแต่ยังช่วยอะไรในพื้นที่สุดท้ายไม่ได้มาก โดนใบเหลืองจากการเสียบรุนแรง


สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ 8.5
แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ของเกมนี้ ครองบอลแดนกลางได้เยี่ยม และมายิงประตูปลดล็อกให้กับทีม แต่ทว่าดันมาทำเสียบอลท้ายเกมจนเสียประตู


เฟร็ด 7
ช่วง 20 นาทีแรกยังค่อนข้างเงียบ แต่หลังจากนั้นก็มีส่วนช่วยแดนกลางครองบอลได้มากขึ้น การจ่ายบอลดูดีขึ้นกว่าหลายๆเกม


อันเดรียส เปเรยร่า 6
เริ่มเกมได้ค่อนข้างดี การเคลื่อนที่ของเขาเป็นประดยชน์กับเกมรุก มีจังหวะจับบอลเยี่ยมและพลิกบอลสวยๆ แต่ครึ่งหลังฟอร์มเริ่มหายไป


ดาเนียล เจมส์ 8
ปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้ตลอด เป็นคนเรียกจุดโทษให้กับทีม วางบอลยาวสุดสวยให้ แรชฟอร์ด ทำประตู


มาร์คัส แรชฟอร์ด 7.5
ยิงจุดโทษพลาดแต่ประตูที่เขายิงทั้งจับบอลเยี่ยมและจบสกอร์ได้ดี ประสานงานกับ มาร์กซิยาล ได้เยี่ยมจนได้ประตูที่สาม


อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 7.5
ยิงจุดโทษพลาดและยังโหม่งจ่อๆแค่สองหลาไม่เข้า แต่ฟอร์มโดยรวมถือว่าดีทีเดียว เชื่อมเกมรุกกับเพื่อนร่วมทีมได้ดี ครึ่งหลังมาโชว์สกิลยิงประตูแก้ตัว


ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม


เมสัน กรีนวู้ด 5 (ลงมาแทน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล น.75)
ยังลงมาช่วยเกมรุกไม่ได้มากนัก


เจสซี่ ลินการ์ด 5 (ลงมาแทน ดาเนียล เจมส์ น.80)
ยังคงเรียกฟอ์มเก่งมาไม่ได้เช่นเคย แต่ก็มีเวลาค่อนข้างน้อย


เจมส์ การ์เนอร์ 5 (ลงมาแทน อันเดรียส เปเรยร่า น.82)
โดนล็อคหลบจนเสียประตูตีไข่แตก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงควานหาชัยชนะในลีกต่อไปหลังไร้ชัยมาถึง 4 เกม

1.ระบบหลังสามดีขึ้นหรือไม่? 

หนีโซนท้ายตาราง! 5 ประเด็นเด็ดก่อนแมนยูบุกฟัดนอริช 

โซลชา เริ่มปรับระบบให้ "ผีแดง" เล่นกองหลัง 3 คนในเกมแดงเดือดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งผลตอบรับก็น่าพอใจเลยทีเดียวเนื่องจากทีมใช้จังหวะสวนกลับได้เป็นประโชน์และเกือบเอาชนะ หงส์แดง นั่นทำให้กุนซือ แมนฯยูไนเต็ด ใช้ระบบนี้ต่อเนื่องมาในเกม ยูโรปา ลีก ที่เจอกับ ปาร์ติซาน 

แม้พวกเขาจะเก็บชัยชนะได้สำเร็จแต่ทว่าหากมองดูรูปเกมแล้วก็เรียกได้ว่าแทบจะเอาตัวไม่รอดเลยทีเดียว โซลชา เคยให้สัมภาษณ์ว่าการเล่นระบบกองหลังสามคนช่วยให้ทีมสร้างโอกาสได้มากขึ้นและยังสามารถเล่นด้านกว้างได้มากขึ้น แต่เกมที่ผ่านมาเกมรุกยังดูติดๆขัดๆเช่นเคย คืนนี้พวกเขาน่าจะกลับมาใช้ตัวหลักลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ มารอดุกันว่า โซลชา ยังคงใช้แผน 3-4-2-1 เหมือนเดิมหรือไม่ 

2.หวังปลดล็อกชัยเกมเยือน 

หนีโซนท้ายตาราง! 5 ประเด็นเด็ดก่อนแมนยูบุกฟัดนอริช 
หลังจากกลางสัปดาห์ แมนฯยูไนเต็ด หยุดสถิติอันเลวร้ายในการไร้ชัยเกมเยือน ไว้ที่ 11 นัดติดต่อกันเนื่องจากบุกเฉือน ปาร์ติซาน 1-0 ในศึกยูโปา ลีก นั่นทำให้ตอนนี้พวกเขาเหลือแค่สถิติในพรีเมียร์ลีกที่ยังไม่สามารถชนะใครในเกมเยือนติดต่อกัน 8 นัด (เสมอ 3 แพ้ 5) ในประวัติศาสตร์สโมสร ผีแดง เคยไร้ชัยในพรีเมียร์ลีกเกมเยือนนานที่สุด 11 นัดติดในช่วงระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ ถึง กันยายน ปี 1989 คืนนี้ลูกทีม โซลชา คงไม่อยากเข้าใกล้สถิติอันเลวร้ายนี้แน่นอน 

3.หากชนะอันดับพุ่ง! 

หนีโซนท้ายตาราง! 5 ประเด็นเด็ดก่อนแมนยูบุกฟัดนอริช 
ก่อนเกมเริ่ม "ผีแดง" ตกลงไปอยู่อันดับ 15 ของตารางมีแต้มห่างจากโซนตกชั้นแค่ 2 แต้มเท่านั้น ทว่าคืนนี้หากพวกเขาเก็บชัยชนะได้อาจจะเป็นสามแต้มสำคัญที่ทำให้อันดับพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 7 เลยก็เป็นได้ แต่ แมนฯยูไนเต็ด ก็ต้องแช่งให้คู่แข่งอย่าง สเปอร์ส บุกไปพ่ายให้กับ "หงส์แดง" และ วูล์ฟแฮมป์ตัน ต้องบุกไปโดน นิวคาสเซิ่ล สอยร่วง นั่นจะทำให้ ปีศาจแดง มี 13 แต้มตามหลังท็อปโฟร์อยู่ 7 แต้ม อย่างไรก็ตามถ้าพวกเขาดันพลิกพ่ายขึ้นมาแล้ว นิวคาสเซิ่ล เก็บสามแต้มได้นั่นจะทำให้ ผีแดง ตกลงไปอยู่อันดับที่ 16 เลยทีเดียว 

4.โค้ชนอริชกำลังร้อน 

หนีโซนท้ายตาราง! 5 ประเด็นเด็ดก่อนแมนยูบุกฟัดนอริช 
ทีม "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มตกอย่างหนักไร้ชัยมา 4 นัดติดต่อกัน (แพ้ 3 นัด) จมอยู่อันดับรองบ๊วยของตาราง และเสียประตูมากที่สุดเป็นอันดับที่สองของลีก (21 ประตู) นั่นทำให้เก้าอี้กุนซือของ ดาเนี่ยล ฟาร์เค่ กำลังร้อนฉ่าเลยทีเดียว คู่แข่งหนีตกชั้นอย่าง วัตฟอร์ด ก็ปลดโค้ชไปเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ก็ส่อจะเด้งโค้ชหลังเพิ่งโดนยิงยับเยิน หากคืนนี้ นอริช พ่ายแพ้คาบ้านมีแววว่าพวกเขาอาจจะต้องหาจุดเปลี่ยนด้วยการหากุนซือคนใหม่ 

อย่างไรก็ตาม แมนฯยูไนเต็ด ก็ยังคงประมาทไม่ได้เนื่องจากหนึ่งในสองนัดที่ นอริช ชนะในฤดูกาลนี้คือนัดที่เปิดรังปราบ แมนฯซิตี้ หากพวกเขาชนะ ผีแดง ได้จะทำให้หนีโซนตกชั้นทันทีพร้อมต่อลมหายใจของ ฟาร์เค่ ต่อไป 

5.สถิติน่าสนใจก่อนเกม 

หนีโซนท้ายตาราง! 5 ประเด็นเด็ดก่อนแมนยูบุกฟัดนอริช 
12 เกมหลังสุดที่ทั้งคู่เจอกันไม่มีคำว่า "เสมอ" เลยสักครั้ง โดย นอริช เป็นฝ่ายชนะ 3 นัดและแพ้ถึง 9 นัด อย่างไรก็ตามคืนนี้พวกเขาก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นทีมน้องใหม่ที่เอาชนะสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ในฤดูกาลเดียวนับตั้งแต่ วูล์ฟแฮมป์ตัน และพอร์ทสมัธ เคยทำได้ในฤดูกาล 2003-04 ส่วนทางด้าน แมนฯยูไนเต็ด มีสิทธิ์จะกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ยิงประตูครบ 2000 ลูกหากสามารถสอยตาข่ายได้ในเกมนี้

อัลเดอร์ เฮย์ AlderHeyCharity

อัลเดอร์ เฮย์ ซาบซึ่งน้ำใจอย่างมาก กับนักเตะลิเวอร์คนหนึ่ง @LFC บริจารเงิน 1 ก้อนให้กับ โรงพยาบาลเด็ก ที่ @AlderHeyCharity ในโรคโควิค 19...