ผ่า 5 ประเด็น แมนยูยำใหญ่เชลซีสบายเกือก
1. สวนกลับทีเด็ดแมนฯยูไนเต็ด
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามานั่งกุมบังเหียนแมนฯ ยูไนเต็ด พยายามที่จะสร้างทีมการเน้นเรื่องขุมกำลังที่มีความเร็วสูง นั่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ คือแนวทางที่เป็นรากฐานมาตลอดของทัพ ปีศาจแดง ตั้งแต่ยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มักจะเล่นบอลเร็วในการทำลายเกมรับคู่แข่ง
สไตล์การเล่นของ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ ก็ไม่แตกต่างกัน เขาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่อง ความรวดเร็ว
ของลูกทีมที่จัดลงมาเล่นเป็น 11 ตัวจริง เห็นได้ชัดว่าแข้ง ปีศาจแดง ทุกคนเล่นจังหวะสวนกลับได้ยอดตามที่ โซลชา ต้องการ
3 ประตูที่ทำได้ในครึ่งหลัง ผลมาจากการเล่นสวนกลับเร็ว จะเห็นได้ว่านักเตะมีการเปลี่ยนถ่ายบอล เข้าไปในพื้นที่สุดท้ายคู่แข่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่า เชลซี จะสามารถควบคุมเกมแดนกลางได้ก็ตาม แต่ เชลซี ไม่สามารถต้านทาน แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าบ้านได้จังหวะสวนกลับ
แน่นอนว่าค่ำคืนนี้ โซลชา เริ่มต้นได้อย่างดีเยี่ยมในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้า 3 คะแนน เป็นชัยชนะในการพบกับทีมระดับบิ๊กซิกซ์ด้วยสกอร์บานเบอะ ที่สำคัญเกมสวนกลับน่าจะเป็นทีเด็ดที่ทำให้ ปีศาจแดง เปิดหัวพรีเมียร์ลีก ได้เลิศหรูแบบนี้
2. เชื่อมั่นเกมรับยุคใหม่
เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แนวรับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อ่อนยวบราวกับทิชชู่เปียกน้ำ แต่สำหรับซีซั่นนี้ทีมมีการลงทุนการคว้า อารอน วาน-บิสซาก้า ค่าตัว 45 ล้านปอนด์ (ราว 1,710 ล้านบาท) กับ แฮร์รี่ แม็กไกวาร์ ค่าตัว 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,230 ล้านบาท) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง
นอกจากจะมีสองกองหลังหน้าใหม่ที่คอยทำหน้าที่ทั้งเล่นเกมรับ และเกมรุก โซลชายังได้เลือกใช้
มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คนในการดวลกับ เชลซี ด้วยการจับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ ปอล ป็อกบา ยืนต่ำเพื่อช่วยเกมรับ
และการวางแท็กติคแบบนี้ถือว่าได้ผลดีเยี่ยม
สำหรับแผงแบ็กโฟร์ แน่นอนว่าทั้ง 4 คนเล่นได้อย่างน่าประทับใจโดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง
แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่โชว์ฟอร์มแข็งแกร่งดั่งภูผาหิน เฉพาะ ปราการหลังทีมชาติอังกฤษ
ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำในเกมรับให้ "ผีแดง" อย่างแท้จริง
ในส่วนของ วาน-บิสซาก้า มีฟอร์มการเล่นที่น่าสนใจมากๆ เพราะนอกจากจะคอยช่วยเกมรับแล้ว อดีตสตาร์ ดิ อีเกิ้ลส์" คริสตัล พาเลซ ยังพร้อมที่จะดันเกมรุกทางริมเส้นฝั่งขวาให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วย ซึ่งฟอร์มของนักเตะเข้ากับแท็กติคของ โซลชา ได้เป็นอย่างดี
3. สามประสานฟอร์มระเบิด
นี่คืออีกหนึ่งซิกเนเจอร์สไตล์ของ โซลชา ตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ก็คือการเล่นแนวรุก 3 ตัว แม้ว่าทีมจะไม่มี โรเมลู ลูกากู ก็ตาม แต่ ใหญ่ชาวนอร์เวย์ ยังคงยืนกรานที่จะใช้แผนการเล่นเกมรุกแบบเดิม เพราะเชื่อมั่นในความรวดเร็ว และการเล่นที่ไหลลื่นของขุมกำลังที่มีอยู่ โซลชา เลือก มาร์คัส แรชฟอร์ด ให้ยืนทางฝั่งซ้าย ขณะที่ เจสซี่ ลินการ์ด ยืนฝั่งขวา โดยมี อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ยืนอยู่ตรงกลาง อย่างไรก็ตามทั้งสามคนสามารถวิ่งสลับตำแหน่งเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับของ
เชลซี ได้ตลอด แรชฟอร์ด กับ มาร์กซิยาล จะค่อยวิ่งสลับตำแหน่งกันอย่างต่อเนื่อง ลินการ์ด ก็มักจะขยับตัวเองเข้ามาอยู่ตรงกลางในส่วนของ อันเดรียส เปเรยร่า ที่ได้ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ สามารถย้ายตัวเองไปเล่นทางปีกขวาอยู่บ่อยครั้ง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้แนวรับของ เชลซี ต้องสับสนอลหม่าน เปิดช่องให้คู่แข่งเจาะเข้าไปทำประตู
ประตแรกจากจุดโทษก็มาจากการเล่นสวนกลับเร็วจากแดนกลาง สำหรับประตูของ มาร์กซิยาล ต้องชม เปเรยร่าที่เปิดบอลจากทางกราบขวาได้อย่างแม่นยำ ขณะที่สตาร์ชาวฝรั่งเศสวิ่งจากฝั่งซ้ายเข้ามาตรงกลางและแตะบอลเข้าประตูสายๆ ส่วนประตูที่สามจาก แรชฟอร์ด มาจากการวิ่งจากแดนกลางหลุดกับดักล้ำหน้า เห็นได้ชัดว่าสามประสานในแนวรุกที่เล่นได้อย่างไหลลื่นของ โซลชา ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ยำใหญ่ใส่ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด ชนิดที่แทบจำทางกลับสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ถูกเลยทีเดียว
4. เจมส์ เปิดตัวอย่างหล่อ
โซลชา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะอดทนและให้โอกาส แดเนี่ยล เจมส์ ปีกดาวรุ่งพุ่งแรง
เจ้าของค่าตัว 18 ล้านปอนด์ (ราว 684 ล้านบาท) ตัดสินใจที่จะจับ ดาวเตะทีมชาติเวลส์ อยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองในเกมเปิดฤดูกาลที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
แข้งเลือดเวลส์ ได้รับการเชิดชูจาก ไรอัน กิ๊กส์ ผู้จัดการทีมทัพ "มังกรแดง" ว่าจะมีอนาคตสดใสกับ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และดูเหมือนคำพูดของ กิ๊กซี่ จะถูกต้อง เมื่อ โซลชา ตัดสินใจส่งเขาลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการแมตช์แรกในช่วง 16 นาทีสุดท้าย แทน เปเรยร่า
หลังจาก 7 นาทีที่ได้สัมผัสสนามหญ้าที่นุ่มฟูสมกับตำแหน่งแชมป์หญ้าสวยแล้ว เจ้าหนูดาวรุ่ง "ปีศาจแดง" ก็ได้เปิดตัวสวยหรูอลังการยิ่งกว่าฝันเป็นจริง เมื่อได้บอลถวายพานจาก ปอล ป็อกบา และเขาก็ไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไปเมื่อซัดไปแฉลบ เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย
ที่สำคัญสาวก "ผีแดง" คงรู้สึกประทับใจจนน้ำตาแทบกระจายเมื่อเห็น เจมส์ กับ วาน-บิสซาก้า และบรรดาแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด ต่างวิ่งมาแสดงความดีใจที่มุมธง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงสปิริตของทีมที่ขาดหายไปนาน
5. เพรสซิ่ง ฟุตบอล
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญสำหรับสไตล์การเล่นของ โซลชา ก็คือการไล่บี้กดดันคู่แข่ง ทุกๆ คนคงเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ที่เขามากุมบังเหียนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา "น้าลูกอม" ได้ใช้แท็กติคนี้กับทีม และคู่แข่งก็ไม่คุ้นเคยกับการเห็น แมนฯ ยูฯ เล่นเกมเพรสซิ่งสูง ซึ่งนั่นทำให้ โซลชา ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในช่วง 3 เดือนแรกที่คุมทีม แม้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะฟอร์มแผ่วในช่วงท้ายซีซั่นเนื่องจากสภาพความฟิตของนักเตะไม่เหมาะกับแท็คติกของ โซลชา แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้หนึ่งในสิ่งที่กุนซือชาวนอร์เวย์ได้ทำกับทีมชุดนี้ก็คือการสร้างความแข็งแกร่ง และมีสภาพความฟิตที่พร้อมวิ่งแบบไม่มีหมดจนกว่าเสียงนกหวีกท่านเปาจะเป่าหมดเวลา ถึงกระนั้นในช่วงต้นเกม แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเริ่มต้นค่อนข้างช้า เพราะว่าพวกเขาขาดการเล่นเพรสซิ่งในช่วงครึ่งแรก แต่คาดว่าเมื่อมีการพูดคุยเรื่องแท็กติกในช่วงพักครึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แมนฯ ยูฯ มีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นในครึ่งหลัง และไม่ค่อยให้ เชลซี มีเวลาครองบอลได้นานมากนัก
นักเตะทุกคนพยายามวิ่งไล่บอลตลอด และหากเสียบอลก็พยายามวิ่งบีบเพื่อเอาบอลกลับคืนมาให้เร็วที่สุด แน่นอนว่านี่คืออีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถเปิด "โรงละครแห่งความฝัน"
คว้า 3 คะแนนได้สวยหรูแบบนี้
1. สวนกลับทีเด็ดแมนฯยูไนเต็ด
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามานั่งกุมบังเหียนแมนฯ ยูไนเต็ด พยายามที่จะสร้างทีมการเน้นเรื่องขุมกำลังที่มีความเร็วสูง นั่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ คือแนวทางที่เป็นรากฐานมาตลอดของทัพ ปีศาจแดง ตั้งแต่ยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มักจะเล่นบอลเร็วในการทำลายเกมรับคู่แข่ง
สไตล์การเล่นของ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ ก็ไม่แตกต่างกัน เขาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่อง ความรวดเร็ว
ของลูกทีมที่จัดลงมาเล่นเป็น 11 ตัวจริง เห็นได้ชัดว่าแข้ง ปีศาจแดง ทุกคนเล่นจังหวะสวนกลับได้ยอดตามที่ โซลชา ต้องการ
3 ประตูที่ทำได้ในครึ่งหลัง ผลมาจากการเล่นสวนกลับเร็ว จะเห็นได้ว่านักเตะมีการเปลี่ยนถ่ายบอล เข้าไปในพื้นที่สุดท้ายคู่แข่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่า เชลซี จะสามารถควบคุมเกมแดนกลางได้ก็ตาม แต่ เชลซี ไม่สามารถต้านทาน แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าบ้านได้จังหวะสวนกลับ
แน่นอนว่าค่ำคืนนี้ โซลชา เริ่มต้นได้อย่างดีเยี่ยมในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้า 3 คะแนน เป็นชัยชนะในการพบกับทีมระดับบิ๊กซิกซ์ด้วยสกอร์บานเบอะ ที่สำคัญเกมสวนกลับน่าจะเป็นทีเด็ดที่ทำให้ ปีศาจแดง เปิดหัวพรีเมียร์ลีก ได้เลิศหรูแบบนี้
2. เชื่อมั่นเกมรับยุคใหม่
เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แนวรับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อ่อนยวบราวกับทิชชู่เปียกน้ำ แต่สำหรับซีซั่นนี้ทีมมีการลงทุนการคว้า อารอน วาน-บิสซาก้า ค่าตัว 45 ล้านปอนด์ (ราว 1,710 ล้านบาท) กับ แฮร์รี่ แม็กไกวาร์ ค่าตัว 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,230 ล้านบาท) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง
นอกจากจะมีสองกองหลังหน้าใหม่ที่คอยทำหน้าที่ทั้งเล่นเกมรับ และเกมรุก โซลชายังได้เลือกใช้
มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คนในการดวลกับ เชลซี ด้วยการจับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ ปอล ป็อกบา ยืนต่ำเพื่อช่วยเกมรับ
และการวางแท็กติคแบบนี้ถือว่าได้ผลดีเยี่ยม
สำหรับแผงแบ็กโฟร์ แน่นอนว่าทั้ง 4 คนเล่นได้อย่างน่าประทับใจโดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง
แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่โชว์ฟอร์มแข็งแกร่งดั่งภูผาหิน เฉพาะ ปราการหลังทีมชาติอังกฤษ
ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำในเกมรับให้ "ผีแดง" อย่างแท้จริง
ในส่วนของ วาน-บิสซาก้า มีฟอร์มการเล่นที่น่าสนใจมากๆ เพราะนอกจากจะคอยช่วยเกมรับแล้ว อดีตสตาร์ ดิ อีเกิ้ลส์" คริสตัล พาเลซ ยังพร้อมที่จะดันเกมรุกทางริมเส้นฝั่งขวาให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วย ซึ่งฟอร์มของนักเตะเข้ากับแท็กติคของ โซลชา ได้เป็นอย่างดี
3. สามประสานฟอร์มระเบิด
นี่คืออีกหนึ่งซิกเนเจอร์สไตล์ของ โซลชา ตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ก็คือการเล่นแนวรุก 3 ตัว แม้ว่าทีมจะไม่มี โรเมลู ลูกากู ก็ตาม แต่ ใหญ่ชาวนอร์เวย์ ยังคงยืนกรานที่จะใช้แผนการเล่นเกมรุกแบบเดิม เพราะเชื่อมั่นในความรวดเร็ว และการเล่นที่ไหลลื่นของขุมกำลังที่มีอยู่ โซลชา เลือก มาร์คัส แรชฟอร์ด ให้ยืนทางฝั่งซ้าย ขณะที่ เจสซี่ ลินการ์ด ยืนฝั่งขวา โดยมี อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ยืนอยู่ตรงกลาง อย่างไรก็ตามทั้งสามคนสามารถวิ่งสลับตำแหน่งเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับของ
เชลซี ได้ตลอด แรชฟอร์ด กับ มาร์กซิยาล จะค่อยวิ่งสลับตำแหน่งกันอย่างต่อเนื่อง ลินการ์ด ก็มักจะขยับตัวเองเข้ามาอยู่ตรงกลางในส่วนของ อันเดรียส เปเรยร่า ที่ได้ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ สามารถย้ายตัวเองไปเล่นทางปีกขวาอยู่บ่อยครั้ง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้แนวรับของ เชลซี ต้องสับสนอลหม่าน เปิดช่องให้คู่แข่งเจาะเข้าไปทำประตู
ประตแรกจากจุดโทษก็มาจากการเล่นสวนกลับเร็วจากแดนกลาง สำหรับประตูของ มาร์กซิยาล ต้องชม เปเรยร่าที่เปิดบอลจากทางกราบขวาได้อย่างแม่นยำ ขณะที่สตาร์ชาวฝรั่งเศสวิ่งจากฝั่งซ้ายเข้ามาตรงกลางและแตะบอลเข้าประตูสายๆ ส่วนประตูที่สามจาก แรชฟอร์ด มาจากการวิ่งจากแดนกลางหลุดกับดักล้ำหน้า เห็นได้ชัดว่าสามประสานในแนวรุกที่เล่นได้อย่างไหลลื่นของ โซลชา ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ยำใหญ่ใส่ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด ชนิดที่แทบจำทางกลับสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ถูกเลยทีเดียว
4. เจมส์ เปิดตัวอย่างหล่อ
โซลชา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะอดทนและให้โอกาส แดเนี่ยล เจมส์ ปีกดาวรุ่งพุ่งแรง
เจ้าของค่าตัว 18 ล้านปอนด์ (ราว 684 ล้านบาท) ตัดสินใจที่จะจับ ดาวเตะทีมชาติเวลส์ อยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองในเกมเปิดฤดูกาลที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
แข้งเลือดเวลส์ ได้รับการเชิดชูจาก ไรอัน กิ๊กส์ ผู้จัดการทีมทัพ "มังกรแดง" ว่าจะมีอนาคตสดใสกับ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และดูเหมือนคำพูดของ กิ๊กซี่ จะถูกต้อง เมื่อ โซลชา ตัดสินใจส่งเขาลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการแมตช์แรกในช่วง 16 นาทีสุดท้าย แทน เปเรยร่า
หลังจาก 7 นาทีที่ได้สัมผัสสนามหญ้าที่นุ่มฟูสมกับตำแหน่งแชมป์หญ้าสวยแล้ว เจ้าหนูดาวรุ่ง "ปีศาจแดง" ก็ได้เปิดตัวสวยหรูอลังการยิ่งกว่าฝันเป็นจริง เมื่อได้บอลถวายพานจาก ปอล ป็อกบา และเขาก็ไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไปเมื่อซัดไปแฉลบ เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย
ที่สำคัญสาวก "ผีแดง" คงรู้สึกประทับใจจนน้ำตาแทบกระจายเมื่อเห็น เจมส์ กับ วาน-บิสซาก้า และบรรดาแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด ต่างวิ่งมาแสดงความดีใจที่มุมธง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงสปิริตของทีมที่ขาดหายไปนาน
5. เพรสซิ่ง ฟุตบอล
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญสำหรับสไตล์การเล่นของ โซลชา ก็คือการไล่บี้กดดันคู่แข่ง ทุกๆ คนคงเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ที่เขามากุมบังเหียนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา "น้าลูกอม" ได้ใช้แท็กติคนี้กับทีม และคู่แข่งก็ไม่คุ้นเคยกับการเห็น แมนฯ ยูฯ เล่นเกมเพรสซิ่งสูง ซึ่งนั่นทำให้ โซลชา ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในช่วง 3 เดือนแรกที่คุมทีม แม้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะฟอร์มแผ่วในช่วงท้ายซีซั่นเนื่องจากสภาพความฟิตของนักเตะไม่เหมาะกับแท็คติกของ โซลชา แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้หนึ่งในสิ่งที่กุนซือชาวนอร์เวย์ได้ทำกับทีมชุดนี้ก็คือการสร้างความแข็งแกร่ง และมีสภาพความฟิตที่พร้อมวิ่งแบบไม่มีหมดจนกว่าเสียงนกหวีกท่านเปาจะเป่าหมดเวลา ถึงกระนั้นในช่วงต้นเกม แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเริ่มต้นค่อนข้างช้า เพราะว่าพวกเขาขาดการเล่นเพรสซิ่งในช่วงครึ่งแรก แต่คาดว่าเมื่อมีการพูดคุยเรื่องแท็กติกในช่วงพักครึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แมนฯ ยูฯ มีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นในครึ่งหลัง และไม่ค่อยให้ เชลซี มีเวลาครองบอลได้นานมากนัก
นักเตะทุกคนพยายามวิ่งไล่บอลตลอด และหากเสียบอลก็พยายามวิ่งบีบเพื่อเอาบอลกลับคืนมาให้เร็วที่สุด แน่นอนว่านี่คืออีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถเปิด "โรงละครแห่งความฝัน"
คว้า 3 คะแนนได้สวยหรูแบบนี้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น